ศาสนาที่เรารู้

เจริญพร ศาสนาที่เรานับถือ

ศาสนาซิก

  ศาสนาซิกข์ หรือ ศาสนาสิกข์  เป็นศาสนาแบบเอกเทวนิยม  เป็นศาสนาใหม่ ถือกำเนิดขึ้นในประเทศอินเดีย เมื่อ พ.ศ. 2012 โดยคิดตามปีที่เกิดของคุรุนานักผู้เป็นปฐมศาสดานี้ คำว่า “สิกข์” (ภาษาปัญจาบ) แปลว่า ผู้ศึกษา หรือศิษย์ คือชาวสิกข์ทุกคนเป็นศิษย์ของคุรุหรือครู มีด้วยกันทั้งสิ้น 10 องค์ มีคุรุนานักเป็นองค์แรก คุรุโควินทสิงห์เป็นองค์สุดท้าย

ดังนั้นชาวซิกข์ก็คือผู้เป็นศิษย์ของคุรุหรือศาสดาของศาสนาซิกข์ทุกองค์
คุรุโควินทสิงห์เป็นองค์สุดท้าย

         

ประวัติความเป็นมา

          ศาสนาซิกข์ เป็นศาสนาแบบเอกเทวนิยม เนื่องจากหลักความเชื่อของศาสนาซิกข์ คือ ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว คือ วาหคุรู” ปฏิบัติสมาธิในนามของพระเจ้า และโองการของพระเจ้า ศาสนิกชาวซิกข์จะนับถือหลักคำสอนของคุรุซิกข์ทั้ง 10 หรือผู้นำผู้รู้แจ้ง และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ที่เรียกว่า คุรุ ครันถ์ สาหิพ” ซึ่งเป็นบทคัดสรรจากผู้เขียนมากมาย จากภูมิหลังทางศาสนา และเศรษฐกิจสังคมที่หลากหลาย คัมภีร์ของศาสนาเป็นบัญญัติของคุรุ โคพินท์ สิงห์ คุรุองค์สุดท้ายแห่งขาลสา ปันถ (Khalsa Panth) การสอนและหลักปฏิบัติของศาสนาซิกข์มีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมของภูมิภาคปัญจาบในลักษณะต่างๆ กัน

                   ศาสนาซิกข์ถือกำเนิดขึ้นในประเทศอินเดียเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๑๒ ที่แคว้นปัญจาบซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย โดยมีพระศาสดานานักเทพ เป็นพระศาสดาองค์แรก พระองค์ทรงประสูติที่เมืองทัลวันดี (Talvandi) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองลาฮอร์ (ปัจจุบันอยู่ในเขตแคว้นปัญจาบของปากีสถาน) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 30 ไมล์ ปัจจุบันนี้เมืองที่ประสูติของพระองค์ได้เปลี่ยนเมืองเป็นเมือง นันกาน่าซาฮิบตามนามของพระศาสดาคุรุนานักเทพ

                   พระศาสดาคุรุนานักเทพมีความสนใจในศาสนา ได้ศึกษาศาสนาฮินดู และอิสลามมาแต่เยาวว์วัยและได้สนทนาธรรมกับนักบุญของทั้งสองศาสนา เมื่อเป็นหนุ่มพระองค์แต่งงานมีครอบครัว ต่อมาได้แยกตัวไปศึกษาและพิจารณาธรรม เมื่อค้นพบหลักธรรมแล้ว (ด้วยความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า) พระองค์ได้เสด็จออกเผยแพร่และแสดงหลักธรรมแก่บุคคลทั่วไปโดยไม่เลือกชั้นวรรณะและความเชื่อถือ       

          ศาสนาซิกข์เกิดในช่วงที่ศาสนิกของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูกับศาสนิกของศาสนาอิสลามเผชิญหน้ากัน มีปัญหากระทบกระทั่งจนเกิดการประหัตประหารกันอยู่เสมอ ทำให้นานักผู้มีจิตใจสูงทนไม่ได้ เฝ้าครุ่นคิดหาทางที่จะนำความสงบสุขคืนมาให้จงได้ จนเป็นเหตุให้เกิดศาสนาซิกข์ขึ้นมา ด้วยเหตุนี้ศาสนาซิกข์จึงเป็นศาสนาที่ประนีประนอมศาสนาต่างๆ ในอินเดีย โดยเฉพาะระหว่างศาสนาพราหมณ์-ฮินดูกับศาสนาอิสลาม   ความบีบคั้นที่ได้รับจากคนในศาสนาอื่นของอินเดีย ในขณะนั้นซิกข์จึงเป็นศาสนาของผู้กล้า เสียสละ นักรบ ผู้ประกาศศาสนา ตั้งความมุ่งหมายไว้ในคำสอน ให้เป็นที่รวมความสามัคคี เพื่อประเทศชาติ คนซิกข์ทุกคนเสมือนรวมกันขึ้นประดุจมัดหวาย เป็นกำลังป้องกันชาติตระกูลของตน

 

นิกาย

นิกายของศาสนาสิกข์ที่สำคัญมีอยู่ นิกาย ดังนี้

1. นิกายขาลสา หรือนิกายสิงห์ ได้แก่ นิกายที่ถือการไว้ผมและไว้หนวดยาว

2. นิกายสหัชธรี หรือนานักปันถี ได้แก่ นิกายที่โกนหนวดเกลี้ยงเกลา

คัมภีร์

คัมภีร์ของศาสนาสิกข์ เรียกว่า “ครันถสาหิพ” แปลว่า พระคัมภีร์ ส่วนใหญ่บรรจุคำสวดมนต์สรรเสริญพระเจ้า มีพระเจ้าเพียงองค์เดียว คือ สัจจะ พระผู้สร้าง พระองค์ปราศจากความกลัว ความเคียดแค้น เป็นอมฤตไม่เกิด มีขึ้นด้วยพระองค์เอง เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ทรงโอบอ้อมอารี พระผู้เป็นสัจจะมีอยู่แล้ว

คัมภีร์ครันถสาหิพนี้ แบ่งออกเป็น เล่ม ดังนี้

1. อาทิครันถ์  แปลว่า คัมภีร์แรก คุรุอรชุน เป็นผู้รวมขึ้นใน ค.ศ. 1604 หรือ พ.ศ. 2147 มีบทนิพนธ์ของคุรุ หรือศาสดาตั้งแต่องค์ที่ ถึงองค์ที่ และมีบทประพันธ์ของนักบุญผู้มีชื่อแห่งศาสนาฮินดู และศาสนาอิสลามผนวกอยู่ด้วย

2. ทสมครันถ์  แปลว่า คัมภีร์ของศาสดาองค์ที่ 10 เป็นชุมนุมบทนิพนธ์ของศาสดาองค์ที่ 10 คือ คุรุโควินทสิงห์ รวบรวมขึ้นในสมัยหลังจากอาทิครันถ์ ประมาณ 100 ปี ทั้ง คัมภีร์บันทึกคำสอนของคุรุสำคัญสรุปลงในหลักการใหญ่ ประการ คือ

1. เรื่องความสามัคคี

2. เรื่องความเสมอภาค

3. เรื่องความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า

4. ความจงรักภักดีต่อคุรุทั้ง 10 องค์

สองหลักแรกแสดงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น และระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ส่วน หลักหลัง แสดงทางปฏิบัติอันมนุษย์จะพึงปฏิบัติตามเพื่อบรรลุความสุขสูงสุด

 

หลักธรรม

          ศาสนาซิกข์ เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นว่าเป็นสัจจะสูงสุด และชาวสิกข์นิยมเรียกพระเจ้าว่า “พระนาม” (The Name) โดยมีคำสอนสรรเสริญพระพุทธคุณของพระเจ้าว่าเป็นผู้ฉลาด มีพระกรุณา มีพระหฤทัยเผื่อแผ่

          ศาสนาสิกข์ เป็นศาสนาที่ยึดมั่นและเชื่อถือในพระเจ้า (วาเฮ่คุรุ) เพียงพระองค์เดียวอย่างเคร่งครัด

          พระศาสดาคุรึนานักเทพ (คุรุนานักเดว)  พระองค์ได้สอนหลักธรรมและแนวคิดใหม่ให้กับทุกคน  เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขและมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง  หลักธรรมและแนวคิดดังกล่าวมีดังนี้

          ๑.สอนให้ทุกคนรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม  ซึ่งเป็นธรรมชาติที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

          ๒.ชี้นำทางให้ทุกคนได้เข้าถึงพระเจ้าด้วยการดำรงชีวิตและด้วยการกระทำแต่คุณงานความดี

          ๓.การเข้าถึงธรรมมะและการทำรงชีวิตตามหลักสัจธรรม  ละเว้นความโลภ  ความโกรธ ความหลง  ความยิ่งยโส  และความเห็นแก่ตัว  ซึ่งเป็นวิถีทางในการระลึกถึงพระเจ้าอย่างแท้จริง

          ศาสนาสิกข์เชื่อในเรื่องของการกลับชาติมาเกิดใหม่  มนุษย์ทุกคนควรพยายามอย่างที่สุดเพื่อให้หลุดพ้นจากวัฏจักรของชีวิตหรือการเวียนว่ายตายเกิดด้วยการหมั่นระลึกถึงพระเจ้าและการสวดมนต์ภาวนา  โดยในศาสนาสิกข์เชื่อว่าพระเจ้าคือความจริงนั่นเอง

พิธีกรรมสำคัญของศาสนาซิกข์

          ศาสนาซิกข์มีพิธีกรรมที่สำคัญได้แก่

          ๑. พิธีสังคัต เป็นพิธีการชุมนุมของผู้ที่นับถือศาสนาซิกข์ ซึ่งทุกคนมีการปฏิบัติเท่าเทียมกัน ไม่มีใครได้รับยกเว้นเป็นพิเศษ เช่น ต้องตักน้ำ เช็ดรองเท้า ทำทุกอย่างด้วยตนเอง

          ๒. พิธีอมฤตสังสการ เป็นพิธีรับคนเข้าสู่ศาสนาซิกข์ โดยใช้หลักแห่งความเสมอภาค ไม่รังเกียจกัน

          ๓. พิธีปาหุล เป็นพิธีล้างบาป หลังจากผ่านพิธีปาหุลแล้ว ผู้ชายจะมีชื่อลงท้ายว่า สิงห์” หรือ ซิงซ์” หมายถึง ความเข้มแข็งดังเช่นสิงโต ส่วนผู้หญิงจะมีชื่อลงท้ายว่า กอร์.(ผู้กล้า)” หมายถึง เจ้าหญิง ต่อท้ายชื่อ

          ชาวสิกข์ทุกคนต้องทำพิธี “ปาหุล” คือพิธีล้างบาป เมื่อเสร็จพิธีแล้วก็จะรับเอา “กะ” คือสิ่งที่เริ่มต้นด้วยอักษร “ก” ประการ ดังต่อไปนี้

1)  เกศ หมายถึง ต้องไว้ผมยาว โดยไม่ตัดหรือโกนอย่างเด็ดขาด

2)  กังฆา หมายถึง ต้องมีหวีติดที่ผม

3)  กฉา หมายถึง ต้องสวมกางเกงขาสั้นชั้นใน

4)  กรา หมายถึง สวมกำไรข้อมือที่ทำด้วยเหล็กไว้ที่ข้อมือข้างขวา

5)  กิรปาน หมายถึง ต้องพกกริชติดตัว

          การทำพิธีล้างบาปและรับอักษร ก. เพื่อเป็นชาวสิกข์โดยสมบูรณ์นั้น มีขึ้นในภายหลัง คือในสมัยของคุรุโควินทสิงห์  ซึ่งเป็นศาสดาองค์สุดท้ายของศาสนาสิกข์